Home / ในวงเล่า / เอาสินค้าอาหารไปขายพม่ากันเถอะ

เอาสินค้าอาหารไปขายพม่ากันเถอะ

ช่วงเวลาที่ผมไปบรรยายหัวข้อเกี่ยวกับ AEC ในหลากหลายมิติที่ต่างจังหวัด หลังผมบรรยายเสร็จผู้ร่วมฟังจะเข้ามาถามเสมอว่า “อาจารย์ครับจะเข้าไปทำธุรกิจที่พม่าได้อย่างไร? และต้องทำอย่างไร?” ผมตอบเหมือนกันทุกๆ ครั้งว่า ในฐานะที่ท่านยังเป็น SMEs ผมขอแนะนำว่าอย่าเพิ่งเข้าไปลงทุนในพม่าทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ หรือร่วมทุนก็ตาม ขั้นแรกคือการนำสินค้าเข้าไปขายในพม่า ซึ่งเสมือนเป็นทัพหน้าในการทะลุทะลวงและทดสอบตลาด
ลองมาดูสินค้าประเภทอาหารที่วางขายในตลาดพม่ามาจากประเทศใดบ้าง สินค้าส่วนใหญ่มาจากประเทศอาเซียนและอินเดีย โดยสินค้าอาหารที่พม่านำเข้ามามากเป็นอันดับหนึ่งคือสินค้าจากประเทศไทย ตามด้วยสินค้าจากมาเลเซีย อินโดนีเซียและสิงคโปร์ ส่วนสินค้าอาหารจากประเทศจีนตามมาเป็นอันดับที่ห้า

สินค้าประเภทอาหารที่ไทยส่งไปขายที่พม่าในปี 2554 มีมูลค่าประมาณ 20,000 ล้านบาท สินค้าที่มูลค่าสูงไดแก่ อาหารประเภทเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลัง น้ำตาลและผลิตภัณฑ์ น้ำมันพืช ผลิตภัณฑ์นม สำหรับสินค้าอาหารยี่ห้อดังๆ ที่วางขายในขณะนี้ ได้แก่ บะหมี่สำเร็จรูปมาม่า (เข้าไปขายในพม่าเมื่อปี 2538) และบะหมี่สำเร็จรูปไวไว (เข้าไปขายในพม่าเมื่อปี 2540) โดยมาม่ามีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 20 % ส่วนไวไวมีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 50 ส่วนสินค้าอาหารประเภทอื่นๆ ได้แก่ ยี่ห้อ Khao Tan Rice Cracker (ขนมปังข้าวแต๋น) Aroy-D (ผลไม้แปรรูป) Chaokoh Coconut Milk (น้ำกะทิชาวเกาะ) Khao Shong Rice Cracker (ขนมปังเขาช่อง) และเครื่องแกงยี่ห้อแม่พลอย แม่อนงค์ ขนมขบเคี้ยว เช่น ฟันโอ เถ้าแก่น้อย คอนเน่ ข้าวเกรียบ และเจเล่บิวตี้ เป็นต้น

สำหรับขั้นตอนในการนำของไปขายในพม่าผมขอสรุปว่ามี 2 ขั้นตอนที่สำคัญคือ ขั้นตอนแรกเป็นการแจ้งสินค้าต่อหน่วยงานอาหารและยาของพม่า (Myanmar Food and Drug Authority : MFDA) ที่สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ช่องทางที่สองผ่านทางห้างสรรพสินค้าซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในย่างกุ้ง ช่องทางที่สามคือ การติดต่อผ่าน “Burma B2B Marketplace (www.tradeboss.com)” ที่มีสินค้าเป็นร้อยๆ ที่เข้าไปขาย และช่องทางสุดท้ายคือ การนำของไปวางขายที่ www.onlinefoodgrocery.com
ที่ผมกล่าวข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น สิ่งที่สำคัญอีกอย่างก็คือการนำสินค้าประเภทอาหารเข้าไปขายในพม่านั้นต้องอยู่ภายใต้กฎหมายอีกหลายฉบับ เช่น กฎหมายอาหารพม่า (The National Food Law) ปี 1997 กฎหมายประกันโรคพืช (Plant Pest Quarantine Law, 1993) กฎหมายสุขอนามัยสัตว์ (Animal Health and Development Law,1993) และกฎหมายยาฆ่าแมลง (Pesticide Law, 1990) ท่านไม่ต้องตกใจครับ กฎหมายที่ว่า พอจะอ่านแล้วสามารถทำความเข้าใจได้ไม่ยากครับ

About ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช

ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช
คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ (AEC) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

Leave a Reply

Scroll To Top