Home / ในวงเล่า / AEC กว่าจะถึงฝั่ง

AEC กว่าจะถึงฝั่ง

จากการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 12 ในเดือน มกราคม 2550 ที่เซบู ประเทศ ฟิลิปปินส์ ผู้นำอาเซียนได้ตกลงให้มีการจัดตั้งประชาคมให้แล้วเสร็จเร็วขึ้นจากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ที่ปี 2563 มาเป็นภายในปี 2558 ทั้งเป็นเพราะภูมิทัศน์ของโลกในทุกมิติ ไม่ว่าการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยหวังว่าการรวมตัวที่แน่นแฟ้นของภูมิภาคนี้จะทำให้อำนาจการต่อรองของอาเซียนสูงในทุกเวที

ไม่ว่าทางการเมืองหรือการค้าโลก โดยหวังว่าจะหล่อหลอมให้อาเซียนเป็นหนึ่งในทุกมิติ ทั้งการมองไปข้างหน้า การมีเอกลักษณ์ร่วมกัน และรักกันดั่งคนในครอบครัวเดียวกัน ภายใต้สโลแกน “One Vision, One Identity, One Community” หรือหนึ่งวิสัยทัศน์ หนึ่งเอกลักษณ์ และหนึ่งประชาคม

เพื่อให้อาเซียนก้าวเดินไปสู่การเป็นประชาคมเดียวนั้น อาเซียนวางหลักไว้ 3 เสาหลักที่สำคัญ คือ ประชาคมความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Security Community: ASC) ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Social and Culture Community) ที่เรียกย่อๆ ว่า ASCC และ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community) ที่เรียกย่อ ว่า AEC โดยมีกฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter) เป็นกรอบหรือพื้นฐานทางกฎหมายรองรับ ซึ่งจะสร้าง กฎเกณฑ์สำหรับองค์กรอาเซียนให้สมาชิกมีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตาม (Legal Binding) โดยกฏบัตรนี้จัดเป็นเสมือนธรรมนูญของอาเซียนที่วางกรอบทางกฎหมายและโครงสร้างองค์กร ซึ่งประกอบด้วยข้อบทต่างๆ 13 บท 55 ข้อ ซึ่งผู้เกียวข้องพยายามประชาสัมพันธ์ในทุกคนในอาเซียนเช้าใจและอ่าน แต่ดูเหมือนไม่มีใครสนใจเท่าใดนัก

นอกจากนี้ ที่ผ่านมา อาเซียนดูเหมือนว่าอาเซียนจะให้ความสำคัญกับการรวมตัวในด้านเศรษฐกิจมากกว่าด้านอื่นๆ ถึงแม้ความร่วมมือด้านอื่นๆ จะมีให้เห็นบ้างก็ตาม แต่ส่วนมากก็เป็นขั้นแรกๆ ของความร่วมมือในด้านต่างๆ เช่น การจัดตั้งสมาคมมหาวิทยาลัยอาเซียน สมาคมนักเรียนอาเซียน นักเขียนอาเซียน ฯลฯ แต่ในทางเศรษฐกิจกลับมีความคืบหน้าอย่างรวดเร็วและมีการทำข้อตกลงผูกพันกันทางกฎหมายในระดับรัฐบาล ซึ่งการรวมตัวเป็นรูปธรรมครั้งแรกทางด้านเศรษฐกิจเกิดขึ้นในปี 2536 เมื่อมีการจัดตั้งเขตการค้าเสรี (AFTA) ขึ้นมา โดยการดำเนินการหลักๆ ได้แก่ การขจัดข้อกีดกันทางการค้ามากให้หมดไปทั้งที่เป็นภาษีศุลกากรและมิใช่ภาษีศุลกากรซึ่งในปี 2553 ประเทศไทยและประเทศผู้ก่อตั้ง ASEAN รวม 6 ประเทศได้ลดภาษีศุลกากรเป็นศูนย์ไปแล้วเกือบทั้งหมด เหลือแต่ กัมพูชา เวียดนาม ลาว และพม่า ที่ยังเหลืออยู่บ้างรายการสินค้าที่ยังไม่เป็นศูนย์ แต่ก็จะยกเลิกให้เป็นศูนย์ในปี 2558 ทั้งหมด ซึ่งจากวันนั้นจนถึงวันนี้อาเซียนกลายเป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญที่สุดของไทย ที่มีมูลค่าการส่งออกคิดเป็นร้อยละ 25 ของการส่งออกทั้งหมดของไทย เพิ่มจากร้อยละ 15 เมื่อตอนเริ่มต้น AFTA

แต่เป้าหมายที่ฝันคือจะทำให้อาเซียนเป็นตลาดเดียวกันและฐานการผลิตเดียวกัน (Single Market and Single Production Base) ยังดูเหมือนจะอีกไกล เพราะการจะเป็นฐานการผลิตและตลาดเดียวกันนั้นการโยกย้ายทุน วัตถุดิบ แรงงานมีฝีมือเสรี การลงทุนต้องเป็นไปอย่างเสรี รวมทั้งบริการ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในภูมิภาค ประเทศไหนผลิตอะไรได้ดีที่สุด ต้นทุนต่ำสุดก็ผลิตสินค้านั้นไป และนำมาแลกเปลี่ยนกัน ทำให้ผู้บริโภคในอาเซียนได้ของถูกและคุณภาพดี นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับธุรกิจและอำนาจการต่อรองในเวทีการค้าโลกอีกด้วย แต่ดูเหมือนการเจรจาดังกล่าวยังต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มผลประโยชน์ของประเทศสมาชิกที่พยายามต่อรองเพื่อสร้างเงื่อนไขในการเปิดเสรีให้ช้าและยากขึ้น แต่ถ้ามองในแง่ดีก็คือ ยังมีความพยายามที่จะเปิดแต่ขอให้เป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป เช่น ในการเคลื่อนย้ายแรงงานในช่วงแรกจะเร่งทำความเข้าใจร่วมกัน (Mutual Recognition Arrangement: MRA) ในสาขาวิชาชีพจำนวน 7 สาขา ซึ่งได้แก่ แพทย์ พยาบาล สถาปัตย์ นักสำรวจ บัญชี ทันตแพทย์ และ วิศวกรรม โดยคุณสมบัติของผู้ประกอบอาชีพเหล่านี้ต้องผ่านการยอมรับตามข้อตกลงอาเซียนในเบื้องต้นก่อน หลังจากนั้นก็ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติตามประเทศนั้นๆ กำหนดอีกขั้นตอนหนึ่ง ดังนั้นจะเห็นได้ว่าไม่ง่ายนักที่คนที่ถึงแม้มีความรู้จะเดินข้ามเขตแดนไปทำงานกันง่ายๆ แบบอยากไปก็ไป เพราะ ทุกประเทศยังรักษาอำนาจของหน่วยงานและสมาคมวิชาชีพนั้นไว้ให้กับประเทศสมาชิกของตนเองอยู่ และยิ่งแรงงานไร้ฝีมือยิ่งยากลำบาก นอกจากจะตกลงกันตามความจำเป็นหรือหรี่ตาไม่เห็นเช่นกรณีแรงงานพม่าในไทยหรือแรงงานอินโดนีเซียในมาเลเซีย เป็นต้น มากไปกว่านั้น ประเทศต่างๆ ยังการใช้มาตรการอื่นๆ ที่มิใช่ภาษีศุลกากร เช่น ภาษีในประเทศต่างๆ ที่ให้แต้มต่อกับธุรกิจของตนเองเหนือกว่าธุรกิจต่างชาติ แม้ว่าอาเซียนจะมีความตกลงว่าด้วยการลงทุนเสรีก็ตาม
เส้นทางเดินของอาเซียนที่ผ่านมาหากดูดีๆ แล้วก็ไม่ค่อยจะแปลกใจมากเท่าใดนักที่การรวมตัวทางเศรษฐกิจ (AEC) เป็นเรื่องที่กระตือรือร้นของทุกฝ่ายทั้งภาครัฐและเอกชนของสมาชิกทุกประเทศ เพราะผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นค่อนข้างเป็นรูปธรรม และเมื่อผลประโยชน์ลงตัวทุกอย่างในเงื่อนไขที่พอรับกันได้ ทุกอย่างก็ไปได้เร็ว ถึงแม้ว่าการรวมตัวเพื่อต่อรองกับภายนอกกลุ่มจะยังไม่เข้มแข็งมากนัก สมาชิกพร้อมที่จะแหกกลุ่มออกไปเจรจาทำการตกลงกับข้างนอกกลุ่มหากเห็นว่ามีประโยชน์กับตนเอง ตัวอย่างมีให้เห็นในอดีต เมื่อต่างคนคต่างแยกไปทำความตกลงการค้าเสรีกับญี่ปุ่น จนกระทั่งทำให้การแรงกดดันให้อาเซียนในภาพใหญ่ต้องเจรจากับญี่ปุ่น หลายคนอาจมองในแง่ดีว่าเป็นการสร้างแรงกดดันให้ประเทศสมาชิกที่ไม่ยอมเปิดเสรีการค้าต้องเปิดโดยปริยาย แต่มองอีกด้านหนึ่งก็แสดงถึงความจริงใจที่สมาชิกมีต่อกัน และในปัจจุบันกรณีการเจรจาการค้าเสรีกับสหภาพยุโรปที่พยายามแยกเจรจารายประเทศจะเป็นบททดสอบที่สำคัญอีกบทหนึ่งว่าเราอาเซียนนั้น Bonded as One เหมือนที่ตั้งเป็นสโลแกนไว้หรือไม่ ซึ่งเชื่อว่าในที่สุดแต่ละประเทศก็อาจต้องแยกเจรจากับอียู เรียกว่าผลประโยชน์ของประเทศมาก่อนกลุ่ม

สำหรับการรวมตัวด้านอื่นๆ ทั้งความมั่นคง วัฒนธรรม และสังคม ยังเป็นพิมพ์เขียวและเดินหน้าไปอย่างช้าๆ ก็เข้าใจว่าเป็นเพราะความยุ่งยากของเนื้อหาที่ต้องคุยกันมีความซับซ้อน ลึกลงไปในรากเหง้าของความเป็นชาติของประเทศสมาชิก และความมั่นคงในทุกด้านของตนเอง อาทิ ความพยายามในการสร้างอัตตลักษณ์ของอาเซียน เพื่อให้คนทุกคนในอาเซียนตระหนักว่าตนเองเป็นอาเซียน โดยรักษาความเป็นชาติของตนเองไว้ ความกลมกลืนในวัฒนธรรม และลดความขัดแย้งระหว่างประเทศ ฯลฯ ซึ่งดูเหมือนผู้เกี่ยวข้องกล้าๆ กลัวๆ ที่จะเดินหน้าอย่างจริงจัง ถึงแม้จะมีความพยายามในการใช้ประวัติศาสตร์อย่างระมัดระวังเพื่อหลีกเลี่ยงการกระทบบาดแผลและความเจ็บปวดที่ฝังลึกระหว่างกัน โดยหวังว่าชนรุ่นใหม่จะลืมและลดขัดแย้งกันลงได้บ้าง รวมถึงการตั้งกองกำลังอาเซียน ก่อนที่จะไปเป็นการรวมตัวที่เสมือนหนึ่งดั่งสหภาพยุโรปที่กลายเป็นเนื้อเดียวในทุกเรื่องแม้แต่การเมือง (Political Union) ก็ยังเป็นโจทย์ที่ไม่ง่ายสำหรับผู้นำอาเซียนที่จะทำให้อาเซียนเป็นไปตามพิมพ์เขียวที่วาดฝันไว้

แม้ว่าหนทางที่อาเซียนจะเดินไปถึงที่ผู้นำทุกประเทศกำหนดไว้ในพิมพ์เขียวนั้นยังอีกยาวนาน แต่ที่ผ่านมาในช่วงสิบปีนี้จะเห็นว่าประเทศสมาชิกอาเซียนเริ่มออกก้าวเดินไปสู่เป้าหมายแล้วอย่างมุ่งมั่น และก้าวเดินด้วยก้าวที่ยาวมากขึ้นกว่าแต่ก่อน เพื่อเร่งให้ถึงที่ต้องการไวขึ้นกว่า จากนี้อีกสามปี ในปี 2558 ก็จะเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายที่จะแสดงให้เห็นว่าอาเซียนใกล้ชิดกันมากขึ้นในอีกระดับหนึ่งแล้วและมองเห็นเป้าหมายสุดท้ายชัดเจนขึ้นกว่าเดิม
สำหรับการเตรียมตัวของคนไทยเพื่อสนับสนับการเป็นอาเซียนและสามารถอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีและไม่เสียโอกาสนั้น มองได้ 4 ด้าน

1. ความคิด: การปรับเปลี่ยนในทุกเรื่องไม่ว่าทัศนคติและแนวคิดที่ต้องมีพลวัตรสูง คือ เป็นคนไวต่อการเปลี่ยนแปลงและยอมรับการเปลี่ยนแปลงสูง และต้องกล้าที่จะออกไปทำงานหรือลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น บ้านคือประเทศไทย แต่สถานที่ทำงานอาจอยู่ในทุกที่ในอาเซียน เพราะเมื่ออาเซียนรวมตัวกลายเป็นหนึ่งแล้ว การประกอบธุรกิจ และการเคลื่อนย้ายคนที่เสรีจะทำให้ขอบเขตที่ทำงานของคนไทยกว้างขึ้นและโอกาสก็มีมากขึ้น สภาพของการดำรงชีวิตประจำวันเปลี่ยนไปทำให้ภูมิภาคนี้ไม่ใช่เป็นแบบที่เราเคยชิน ดังนั้น ต้องยอมรับและพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อให้สามารถอยู่ในสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมใหม่ได้ เพราะมิเช่นนั้นเราก็คือพันธุ์ที่ด้อย inferior species ในโลกใหม่ของภูมิภาคนี้

2. ความรู้ของคนไทยในเรื่องของอาเซียน วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ และภาษาของประเทศเพื่อนบ้าน เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งยวด ปัจจุบันความรู้ของเราในเรื่องประเทศเพื่อนบ้านมีน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศใหญ่ๆ ในโลก แต่วันนี้ เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าในอนาคตประเทศเหล่านี้คือคนในครอบครัวเดียวกันกับเรา ซึ่งจำเป็นต้องสื่อสารกันให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ ทั้งภาษา ท่าทาง และกริยา แม้ว่าในเวลานี้ ภาษาอังกฤษจะเป็นภาษากลางของอาเซียนและนับว่าเป็นภาษาที่สำคัญมากในการติดต่อกับทั้งโลก แต่การพูดภาษาอื่นให้เข้าใจน่าจะทำให้เราเข้าสู่หัวใจของเพื่อนอาเซียนได้ง่ายขึ้น วงการทูตเป็นตัวอย่างที่ดี จะเห็นได้ว่า เอกอัครราชทูตหลายประเทศที่มาประจำประเทศไทยสามารถพูดภาษาไทยได้เป็นอย่างดี หรือแม้แต่วงการธุรกิจ ประธานหอการค้าต่างประเทศในประเทศไทย หรือประธาน ผู้จัดการ บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ในประเทศไทย ก็สามารถพูดไทยได้อย่างคล่องแคล่วทั้งๆ ที่มาอยู่เมืองไทยได้ไม่นานและสื่อสารกับเพื่อนร่วมงานไทยและสื่อมวลชนได้เป็นอย่างดี

3. ความเข้าใจ ต้องเข้าใจความแตกต่างในทุกด้านของประเทศสมาชิก ไม่เอาการกระทบกระทั่งกันในอดีตและเรื่องราวในประวัติศาสตร์ที่แต่ละคนสร้างขึ้นมาเป็นเงื่อนไขในการกำหนดการอยู่ร่วมกันในอนาคต บางทีการมองประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกันอาจเพราะมองจากต่างมุมและต่างคนต่างเขียน โดยพยายามที่ให้เข้าใจในที่มาและที่ไปและนำมาใช้อย่างเข้าใจในความรู้สึกของเพื่อนอาเซียน หรืออาจร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์อาเซียนใหม่จากจุดเริ่มต้นที่ทุกคนมีความภูมิใจร่วมกันในการสร้างและเติบโตเป็นอาเซียนของทุกคน นอกจากนี้ ต้องเข้าใจและเคารพในวัฒนธรรม ประเพณี วิถีการดำรงชีวิตของผู้แตกต่างให้มาก

4. ความมุ่งมั่น ของผู้นำ องค์กรภาครัฐ เอกชน และประชาชนทุกคนในสังคมของประเทศสมาชิกต้องแน่วแน่ที่จะเดินไปทิศทางเดียวกัน แม้ว่าการรวมตัวจะนำมาซึ่งความสงบสุข มั่นคง ความสามารถในการแข่งขันและอำนาจการต่อรองในเวทีโลก และโอกาสมากมายให้กับอาเซียน แต่สิ่งที่สังคมต้องเผชิญ คือ วิถีชีวิตและความเคยชินต่างๆ รวมทั้งกฎ ระเบียบต่างๆ ที่เปลี่ยนไป เช่น ระบบภาษีนิติบุคคลและบุคคลธรรมดาจะทำอย่างไรหากมีการเคลื่อนย้ายแรงงานอาชีพต่างๆ เสรี หมอไทยไปทำงานต่างประเทศหรือหมอต่างประเทศทำงานในไทย ฯลฯ อำนาจรัฐที่เป็นเอกเทศลดน้อยลง เนื่องจากต้องทำตามกติกาของกลุ่มหรือทิศทางที่กลุ่มที่ตกลงกัน การเจรจาข้อตกลงกับประเทศสมาชิกนอกกลุ่มก็ต้องฟังเสียงส่วนใหญ่ของกลุ่มด้วย แน่นอนแรงต้านจากหลายกลุ่มที่เสียผลประโยชน์หรือไม่เห็นด้วยก็มีมาก และหลายประเทศก็พยายามสร้างเครื่องกีดกันหรืออุปสรรคเพื่อให้ตนเองได้เปรียบ ซึ่งจะทำให้การรวมตัวอาเซียนไม่ส่งผลประโยชน์และมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ดังนั้น ทุกฝ่ายต้องเข้าใจ เคารพ และร่วมมือกันปรับเปลี่ยนไปในทิศทางเดียวกันหรือตาม ASEAN Directives ในทุกเรื่อง

เส้นทางเดินสู่ฟากฝันหรือดินแดนแห่งสัญญายังอีกไกล อุปสรรคยังอีกมาก แต่ทางเส้นทางเดินและเป้าหมายได้ถูกกำหนดไว้แล้วด้วยผู้นำประเทศและประชาชนอาเซียน หากถ้าร่วมใจกันเดิน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และประคับประคองเพื่อนที่อาจต้องการช่วยเหลือบ้างในบางเรื่อง ความตั้งใจ มุ่งมั่น และจริงใจต่อกันของประเทศสมาชิกอาเซียนก็น่าจะทำให้ภูมิภาคนี้เป็นดินแดนที่ไฝ่ฝันของทุกคน แม้แต่คนนอกอาเซียนก็ตาม

About ดร.สมชาย หาญหิรัญ

ดร.สมชาย หาญหิรัญ
ผู้อำนวยการ (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม

Leave a Reply

Scroll To Top